วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

That’s what friends are for

That’s what friends are for
ร้องโดย Dionne Warwick and Friends

แปลโดย ป๊อบ


And I never thought I'd feel this way
And as far as I'm concerned
I'm glad I got the chance to say
That I do believe I love you
ฉัน..ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะรู้สึกเช่นนี้
เฝ้าครุ่นคิดมานาน และในตอนนี้ ฉันยินดีที่มีโอกาสได้พูดว่า ฉันรักเธอ จริงๆ ฉันเชื่อเช่นนั้น

And if I should ever go away
Well, then close your eyes and try to feel
The way we do today
And then if you can remember
และหากวันหนึ่ง หากฉันต้องจากไป
ก็จงหลับตา และนึกถึงสิ่งที่เราได้ทำในวันนี้
และถ้าเธอจำได้....

Keep smilin', keep shinin'
Knowin' you can always count on me, for sure
That's what friends are for
For good times and bad times
I'll be on your side forever more
That's what friends are for
จงยิ้มรับทุกสิ่ง จงเปล่งแสงประกายสุกใส
ให้รู้ไว้ว่า ... เธอไว้ใจฉันได้ ตลอดไป
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน
ทั้งในช่วงเวลาที่มีความสุขและความทุกข์
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน


Well, you came and opened me
And now there's so much more I see
And so by the way I thank you
เธอเข้ามาในชีวิต และทำให้ฉันเข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากมาย
และตอนนี้ ฉันก็เข้าใจเรื่องต่างๆ ได้มากขึ้น
อย่างไรก็ ขอบคุณเพื่อนคนนี้มากๆ

Whoa, and then for the times when we're apart
Well, then close your eyes and know
These words are comin' from my heart
And then if you can remember, oh
และเมื่อถึงเวลาที่เราต้องจากกัน
จงหลับตา และรับรู้ว่า คำทุกคำในเพลงนี้ ออกมาจากหัวใจของฉัน
และถ้าเธอจำได้...

Keep smiling, keep shining
Knowing you can always count on me, for sure
That's what friends are for
In good times, in bad times
I'll be on your side forever more
Oh, that's what friends are for
จงยิ้มสู้ จงส่องแสงเปล่งประกาย
รู้ไว้เสมอว่า เธอไว้ใจฉันได้เสมอ... ตลอดไป
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน
ทั้งในยามสุข และยามทุกข์
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน

Whoa... oh... oh... keep smilin', keep shinin'
Knowin' you can always count on me, for sure
That's what friends are for
For good times and bad times
I'll be on your side forever more
That's what friends are for
จงยิ้มสู้ จงส่องแสงเปล่งประกาย
รู้ไว้เสมอว่า เธอไว้ใจฉันได้เสมอ... ตลอดไป
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน
ทั้งในยามสุข และยามทุกข์
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน

Keep smilin', keep shinin'
Knowin' you can always count on me, oh, for sure
'Cause I tell you that's what friends are for
For good times and for bad times
I'll be on your side forever more
That's what friends are for (That's what friends are for)
จงยิ้มสู้ จงส่องแสงเปล่งประกาย
รู้ไว้เสมอว่า เธอไว้ใจฉันได้เสมอ... ตลอดไป
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน
ทั้งในยามสุข และยามทุกข์
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
นี่คือความหมายของคำว่า เพื่อน

On me, for sure
That's what friends are for
Keep smilin', keep shinin'

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เพื่อเธอตลอดไป


อยู่มาจนวันนี้เพื่อเจอเธอ

จะอยู่เพื่อเธอ ตลอดไป

จะเอาความรักที่มีเก็บไว้

เพื่อรอคอยวันที่เธอมองผ่านมา

อาจจะมีเวลาที่เธอต้องการ

อีกนานแค่ไหนรักนี้ยังอยู่

อยู่เป็นรักแท้เพื่อเธอเท่านั้น

ด้วยใจที่พร้อมให้เธอจากคนอย่างฉัน

และมันจะมีให้เธอเพียงคนเดียว

บางส่วนจากเพลง เพื่อเธอตลอดไป - อินคา

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แล้วก็เศร้าได้อีก


ความผิดหวัง ย่อมมาพร้อมกับ ความสมหวัง

ความสุข ย่อมตามมาด้วย ความทุกข์

สลับสับเปลี่ยนกันไปแบบนี้

วันนี้อาจจะทุกข์ พรุ่งนี้อาจเปลี่ยนเป็นสุขได้ ภายในชั่วข้ามคืน

ก็โลกเราเป็นแบบนี้ ถ้ารู้ถึงธรรมชาติ ความเป็นไปของโลก

เข้าใจ ว่าบางครั้ง สิ่งต่างๆ ก็เกิดขึ้นนอกเหนือจากความคาดหมาย

แล้วจะยึดติดกับสิ่งใด ไม่นาน ทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไป....

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อยู่ไปเพื่ออะไร

ก่อนหน้านี้ เคยมีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเองว่า "จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร เพื่อใคร" พ่อแม่ก็ไม่อยู่แล้ว จะมีชีวิตอยู่ ต่อไป ทำไมอีก

ชีวิตที่เหลืออยู่ ยังโชคดีที่ได้พบกับความรักที่คิดว่า เป็นรักจริงเข้าแล้ว ชีวิตนี้ ตั้งแต่โตขึ้นมาจนแก่ปูนนี้ ไม่เคยรู้สึกรักใครมากเท่ากับผู้ชายคนนี้มาก่อน นึกอยากดูแลเขาไปจนแก่จนเฒ่า อะไรทำให้คิดแบบนั้นก็ไม่รู้ แถมยังรักคนที่รักไม่ได้อีก แต่ใจมันก็ดื้อจะรัก ดังนั้น ก็ต้องรับผลที่จะตามมา คือเศร้าซะเอง ชาติหน้า ค่อยว่ากัน...ชาตินี้ บุญคงน้อยไป แต่แค่ได้เจอเขา ได้รักเขา ก็นับว่ายังพอมีบุญอยู่บ้าง ชีวิตนี้ก็ยังไม่เลวร้ายกับฉันมากเกินไปนัก

แค่สุขใจ ที่ได้รัก ที่ได้มอบความรัก ให้กับผู้ชายคนนั้น ชีวิตก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่เคยเรียกร้องอะไรมากกว่านี้ ก็ได้รักแล้วนี่นะ จะหวังอะไรอีก
ขอบคุณผู้ชายคนนั้น ที่ยอมให้ฉันรักเขาได้มาจนถึงทุกวันนี้



ทีนี้ ชีวิตก็สมบูรณ์แบบแล้ว พร้อมจะจากไปได้ทุกเมื่อ บางวันที่ท้อ ก็ร้องไห้ เรียกหาพ่อแม่ให้มารับไปเสียที ไม่อยากอยู่แล้ว โลกหม่นๆ ใบนี้

อยู่ไป ก็เป็นคนแปลกหน้า เป็นส่วนเกินของชีวิตคนอื่น.....


ส่วนสมาคมชาวแมวของฉัน หากฉันจากไป ก็ถือว่าเป็นกรรมของพวกเขา ที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพกันเอง บุญกรรมเราสิ้นสุดกันแค่นี้ ถ้ามีโอกาส คงได้เจอกันอีกในภพหน้า...

เรื่องงาน ความก้าวหน้าคงหยุดอยู่แค่นี้ เพราะฉันไม่ใช่ประเภท ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ... เลือกแล้วนี่นะ หากทำงาน ขอเลือกความสบายใจ มากกว่า ยศตำแหน่ง หรือเงินทอง...ทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด นั่นก็เพียงพอแล้ว...

แล้ววันหนึ่ง ก็ค้นพบจากธรรมะว่า การมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากหนักหนา
ควรจะภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคน มีโอกาสได้ทำความดี ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้คนอื่น
ถ้าเช่นนั้น ก็อยู่ไปก่อน เพราะลมหายใจยังไม่หมดสิ้น แต่วันไหน ไม่มีลมหายใจแล้ว ถ้าวันหนึ่งฉันจากโลกนี้ไป จะมีใครคิดถึงฉันไหมหนอ

ฉันไม่ใช่นางเอก





วันนี้มีเรื่องแปลกๆ
มีคนคิดว่าฉันใจดี มาขอที่จอดรถกันง่ายๆ เหตุเพราะอ้างว่า เกรงจะเอารถใหม่ไปครูดเสา และฉันก็ขับรถเก่งกว่า ดังนั้น ฉันควรยกที่จอดรถ ที่จอดมาสิบปีนี้ให้คนที่เขาบอกว่าเป็นเพื่อน
ที่จอดรถของฉัน อยู่ตรงกลางไม่ติดเสา เข้าออกง่าย จอดตรงนี้มาสิบปี ส่วนรถของเขา จอดอยู่ข้างๆ กัน แต่ชิดเสา จอดแบบนี้มาสิบปีเหมือนกัน ไม่เคยบ่น
บอกว่าเกือบเอารถไปครูดเสา ฉันก็เตือนไปว่า เราขับรถใหม่ ก็ต้องระวัง แถมบอกวิธีถอย วิธีเข้าจอดให้เรียบร้อย (ก็งงเล็กน้อยว่า จอดมาสิบปีแล้ว ต้องบอกกัน ได้อีก) แถมเหตุผลที่เขาบอกว่า ฉันขับรถเก่งกว่า ควรย้ายที่ออกไป แล้วให้เขามาจอดที่ของฉันแทน ฉันก็คิดในใจว่า แล้วเขาเอาอะไรมาวัดว่าฉันเก่งกว่า รถคันเก่าของฉัน เป็นรอยถลอกปอกเปิก มากกว่ารถคันเก่าของเขาเสียอีก อิอิ
ถ้าขอกันดีๆ สิบปีที่แล้ว ฉันคงให้อย่างไม่มีปัญหา แต่นี่ มาขอกันเมื่อออกรถใหม่ได้หกเดือนผ่านไป ส่วนฉัน ก้อออกรถใหม่ ตามหลังกันมา
ขอกันเรื่องอื่น ถ้าไม่ลำบากมากนัก ไม่เคยปฏิเสธอะไรใคร ทุกคนรู้กันทั่ว
แต่เรื่องแบบนี้ ถ้าฉันปฏิเสธไปตรงๆ หวังว่าคงไม่โกรธกัน

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

วันสอบเสร็จ


วันนี้สอบประมวลความรู้ เกือบจะแย่ แต่ก็คิดว่าทำดีที่สุด

ดีใจ ที่ชายผู้เป็นที่รักและชื่อเดียวกัน โทรมาให้กำลังใจแต่เช้า อบอุ่น ได้แค่นี้ก็ดีจะแย่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องเรียกร้องอะไรให้มากกว่าที่เป็นอยู่ รักแบบพอเพียงคอนเสปต์เดิม

ทำข้อสอบข้อ 1 เหมือนจะทำได้นะ แต่แอร์เย็นมากจนถึงมากที่สุด เย็นจนปวดหัว หรือปวดหัวเพราะคิดหนักกันนะ

ส่วนข้อ 2 โอ้วมายก๊อด อาจารย์ออกข้อสอบแบบเข็มขัดสั้นคือ คาดไม่ถึง อุตส่าห์ไปนั่งดูเคสต่างๆ ที่ระอุอยู่ในปัจจุบัน กลับดันไม่ออกเสียนี่ ส่วนที่เอามาออก ก้อให้คิดเชิงสร้างสรรค์สุดๆ ในช่วงบ่าย แอร์กลับไม่เย็นมาก ร่างกายปรับไม่ทัน ท่าทางไข้จะรับประทาน เขียนข้อสอบคราวนี้ ทำให้ดีที่สุดแล้ว พยายามแทรกทฤษฎีที่สอดคล้องกับโครงการบริการสาธารณะ "เชียงใหม่ คาร์พูล" แทบจะทุกระยะ แถมตบท้าย หยอดด้วยแนวคิดของผู้นำ (Leadership) ผู้บริหารมืออาชีพ และ Good Governance ในฐานะที่อุตส่าห์ท่องมาแล้ว ไม่ยอมๆๆ จะเขียนๆๆ อิอิ

สอบเสร็จหมดพลัง ปวดหัวและเจ็บคอ กลับบ้านนอนดูหนัง สบายใจเฉิบ


วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

บทความดีๆ

ขออนุญาตนำบทความเรื่อง "แค่รู้...ก็ไม่หลงทางรัก" จาก อ.ดังตฤณ มาฝากกันค่ะ ติดตามได้ที่นี่ http://dungtrin.com/

"ทำไมนะคนเราถึงโหยหาที่จะมีความรัก"นอกจากความเรียกร้องของสัญชาตญาณทางเพศแล้ว คนหนุ่มสาวหลายคนกำลังโหยหาความรัก เพราะไปสำคัญว่าความรักนี่แหละจะช่วยผลักไสให้ความเหงาและความโดดเดี่ยวที่ตนกำลังเผชิญอยู่ห่างออกไปได้ ทั้งที่มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย กลับเหงาและโดดเดี่ยวมากขึ้นเมื่อมีความรัก พร้อมทั้งวิตกกังวลและว้าวุ่นใจเพราะคนที่รักเมื่อเราปรารถนาให้ใครสักคนมาอยู่ข้างกายหรือเป็นคู่รัก เราไม่มีทางรู้เลยว่าเหตุการณ์ต่อไปในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น พระพุทธองค์ตรัสว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” เพราะความรักมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กามตัณหา” ซึ่งคือกิเลสอันเจือด้วย ราคะ เฝ้าแต่เรียกร้องต่างๆนานาให้ตอบสนองกันและกันอย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นเมื่อเรากำลังเหงาและว้าเหว่จากการไขว่คว้าหาความรักอยู่ล่ะก็ โปรดตระหนักรู้ว่า เราทุกข์เพราะ “ความเหงา” เท่านั้นเอง มันไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่เลย ความเหงาเป็นเพียงคลื่นความคิดที่ผ่านเข้ามาเยี่ยมเยือนใจเราและก็ผ่านออกไป ขอให้การตระหนักรู้นี้อาบรดจิตใจของเราอยู่บ่อยๆ"แล้วเราจะดูแลความเหงาได้อย่างไร"
เรามีวิธีเยียวยา “ความเหงา” ง่ายๆ คือ ไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง แต่สร้างกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ จรรโลงใจ และสามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น เช่น การเล่นกีฬา พูดคุยเรื่องราวธรรมะ ช่วยเหลือสังคม หรือผู้ด้อยโอกาส เด็กกำพร้า คนชราที่ถูกทอดทิ้ง ทำบุญ ให้ทาน เป็นต้น ไม่ใช่กิจกรรมหรือเรื่องราวที่นำพาจิตใจของเราให้ไหลลงต่ำ หรือเรื่องราวที่วกเข้ามาสู่เรื่องเพศ ซึ่งจะทำให้เรามีจิตใจที่หม่นหมอง ดำมืด และหดหู่เพิ่มมากยิ่งขึ้น บางครั้งจะนำไปสู่ความเคียดแค้น ชิงชัง อันเป็นอารมณ์ทางลบ เพราะโดยปกติผู้ที่มีความหงอยเหงาจากความรักนั้น หากจิตใจฟุ้งซ่านและมีความคิดไหลลงต่ำแล้วมักจะวกหาเข้าสู่เรื่องเพศเสมอ
ความจริงเราได้ลิ้มรสความรักได้โดยไม่ต้องรอคอยให้ใครมาถึงตัวเสียก่อน เพียงเราตระหนักรู้ความคิดของเราให้ไปในทางที่ปรารถนาดีกับสรรพชีวิตอื่นๆได้ เราก็อยู่กับความรักในขณะนั้นๆ แล้ว "หากเรามีรักที่ไม่สมหวัง เราจะดูแลความเศร้า ความน้อยอก น้อยใจของตัวเองได้อย่างไร"ไม่เพียงแต่ความเหงา ความโกรธ ความน้อยใจ ก็ดี เราสามารถใช้อารมณ์เหล่านี้มาเป็นตัวตั้งในการเริ่มฝึกสร้างความปรารถนาดีได้ เมื่อไรก็ตามที่อารมณ์ด้านลบเหล่านี้เกิดขึ้น ขอให้เราเพียงแค่ตระหนักรู้เท่านั้นว่าอารมณ์ด้านลบเหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว ทำความรับรู้ถึงอารมณ์นั้นไปตรงๆ ทำความรู้สึกบ่อยๆ เราก็จะเลิกยึดอารมณ์ด้านลบเหล่านั้นไปเองโดยไม่ต้องข่มหรือพยายามใดๆ ยิ่งฝึกบ่อยๆก็จะยิ่งเห็นอารมณ์ด้านลบหายไปเร็วขึ้น เราจะไม่ปล่อยให้อารมณ์ด้านลบนี้ออกมาทางวาจาและการกระทำ ปล่อยให้เป็นเพียงควันที่ลอยฟุ้งอยู่ในความคิดเท่านั้น ไม่คิดถึงเรื่องต้นเหตุ แล้วในที่สุดมันจะหายไปให้ดูต่อหน้าต่อตา ขอให้เราฝึกเช่นนี้ เราจะกลายเป็นนักดูอารมณ์ ไม่ถูกอารมณ์ครอบงำ ไม่แม้กระทั่งไปครอบงำอารมณ์ด้วย เหมือนแยกเป็นคนละฝ่าย ฝ่ายหนึ่งแสดงอารมณ์ให้ดู อีกฝ่ายรู้อารมณ์ไป ฝ่ายแสดงไม่ชอบให้มารู้ เมื่อมีฝ่ายมารู้ก็จะรีบหนีไปทันที เมื่อเราฝึกเช่นนี้จนถึงจุดหนึ่งเราจะรู้สึก “โล่งอก” ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความโล่งอกสบายๆ อยู่เรื่อยๆ ไม่อยากเอาเรื่องเอาราวกับใคร มีความสุขกับใจของตนเองได้"
จริงๆแล้ว รักแท้มีจริงหรือเปล่า"หนุ่มสาวเมื่อตกลงมาอยู่ในสภาวะคู่กัน ต่างต้องตระหนักรู้ว่าแต่ละคนแตกต่างกัน เปรียบได้กับชิ้นส่วนอุปกรณ์ในโรงงานที่ต่างกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกันแล้วจะต้องสามารถใช้การได้ดี ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากันได้ธรรมชาติการคบกันของหนุ่มสาวนั้น แตกต่างจากการคบกันแบบเพื่อน แบบพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ดังนั้นความดึงดูดกันจะมีอายุจำกัด จึงต้องเฝ้าเติมเหตุปัจจัยที่จะรักษาความดึงดูดเอาไว้ เฝ้าเติมไปจนล้าเมื่อใด ในที่สุดมันจะหมดลง เพราะความรักแบบนี้มีอายุได้นานเท่าที่เหตุปัจจัยยังคงอยู่ สิ่งที่ทำให้คู่รักดำรงอยู่ด้วยกันได้ คือบุญที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกกลมกลืน กลมเกลียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน หรือใกล้เคียงความเป็นหนึ่งเดียวกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บุญในที่นี้คือ การคิด การพูด การทำในสิ่งที่จะทำให้ความรู้สึกมีความดึงดูดต่อกัน ไม่ใช่การใส่บาตรหรือถวายสังฆทานเพราะสิ่งนี้จะสร้างอารมณ์หวานขึ้นมาได้ชั่ววูบใหญ่ๆ แต่ความรู้สึกที่เป็นรากแก้วหยั่ง ลึกลงไปอยู่ด้วยกัน ต้องอาศัยความคิด คำพูด และการกระทำที่ดีต่อกัน ในทางที่มีความนุ่มนวล ในทางที่เป็นมิตร โดยทั้งคู่ต้องปรับตัวเข้าหากัน ปรับคลื่นความคิด ปรับคำพูด และปรับการกระทำให้กลมกลืน กลมเกลียว และหยั่งรากอยู่ด้วยกัน นั่นคือความหมายของคู่รักที่แท้ ซึ่งไม่ได้มีอยู่อย่างถาวร มันมีการดำรงอยู่แค่อายุของบุญอันเกิดจากการปรับได้แล้วของความคิด คำพูด และการกระทำเท่านั้น นี่คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีรากมาจากความคิด คำพูด และการกระทำเมื่อเกิดปัญหาในภาวะคู่ขึ้นมา เราต้องตระหนักรู้ว่านั่นคือภาวะหนึ่ง เป็นความผูกพันระดับหนึ่ง มีความอดทนต่อการแตกร้าวระดับหนึ่ง ไม่ใช่ความเป็นเนื้อเดียวกันดุจธาตุกายสิทธิ์ที่ไม่มีทางพังพินาศ เราควรมองให้ถูกจุดว่าเรากำลังยึดถือในสิ่งที่ไม่สามารถยึดถือได้ เราต้องทำความเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าเราต่างเป็นคนแปลกหน้าที่มาคบกัน เกิดจากความตกลงร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
"เราควรปฏิบัติอย่างไรกับรักที่ไม่ราบรื่น สมหวัง"ในอีกทางหนึ่ง เรารู้แล้วว่าภาวะคู่ผูกพันด้วยสายใย จึงเป็นไปได้ที่จะสร้างเสริมสายใยขึ้นมาใหม่อย่างไม่จำกัด เดิมมีสายใยที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่ก่อน จากบุญเก่าในอดีตที่ทำไว้ระหว่างกัน เราจะวัดระดับว่าสายใยหนาแน่นแข็งแรงเพียงใด ก็ด้วยการลองเจอปัญหา หรือเจอสิ่งที่ไม่ชอบในตัวอีกฝ่าย แล้วดูว่าสามารถรับได้แค่ไหน โดยเฉพาะที่ต้องเจอซ้ำๆ ถ้าความอดทนต่ำก็แปลว่าสายใยผูกพันไม่ได้เหนียวแน่นหรือแข็งแรงอะไรเลย แต่หากยังรักมากอยู่อีก ใจเราจะยิ่งอดทนสู้มากขึ้น แต่หากหมดแรงที่จะรัก ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องฝืน เพราะฝืนแล้วเราจะต้องทุกข์ เป็นธรรมชาติที่หลังจากร่วมคบหากันไปสักระยะ ตัวตนของทั้งคู่จะแสดงออกมา ตรงนั้นเราต้องเชื่อสามัญสำนึกแล้วว่าเราสามารถที่จะรับได้ไหม เมื่อหลังจากพยายามอดทนกล้ำกลืนระยะหนึ่งแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น บางทีการลองห่างกันไปบ้างเพื่อรักษาจิตใจก็อาจเป็นวิธีรักษาความรักไว้ แต่ถ้ากลับมาร่วมทางกันอีกครั้ง ให้ต่ออายุรักด้วยความตื่นรู้ที่จะละบาป ละเวร เลิกแล้วต่อกัน เปลี่ยนเป็นคิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน การจากกันชั่วคราวของเรา จะเท่ากับเป็นการปล่อยให้ความรักตายไป เพื่อให้มันเกิดใหม่อย่างไร้มลทิน ในวันหนึ่งเราสามารถพัฒนาความรักฉันคู่รักขึ้นมาได้ ด้วยการพยายามตื่นรู้ที่จะแปรเปลี่ยนทุกเรื่องราว ทุกการกระทำต่อกันให้ดีขึ้น เมื่อละความหลงออกแล้วความตระหนักรู้ในสัจธรรมแห่งความเปลี่ยนแปลงก็จะเข้ามาแทนที่ คุณค่าสูงสุดของรักแท้ คือการมีกันและกัน เตือนสติกันและกัน ประคับประคองและเกื้อกูลกันบนเส้นทางที่สูงขึ้น จนกว่าจะถึงความสิ้นสุดแห่งทุกข์คือพระนิพพาน การพากันรักพระนิพพานนั่นแหละคือรักอันเหนือรักอย่างแท้จริง อันเป็นความรักที่จะพัฒนาตัวมันเองให้แผ่กว้างไปสู่สรรพชีวิต ไม่จำกัดอยู่แต่กับคู่รักเท่านั้น จึงมีแต่ได้กับได้ เพราะแม้ยังไปไม่ถึงฝั่ง อย่างน้อยที่สุดก็ได้ชื่อว่ารักจะเป็นสุข ไม่ใช่รักจะเป็นทุกข์เยี่ยงคนหลงทาง หาทางออกยังไม่เจอ
การที่จะให้คนอื่นมีความสุขนั้น การกระทำที่สำคัญคือการให้