วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รักแบบไม่เบียดเบียน


ความรักของฉัน คือรักแบบไม่มีกิเลส ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้เป็นที่รักต้องเดือดร้อน ทุกข์ใจ

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน






บทความนี้ ฉันขอมอบให้รถคู่ใจ ที่ตอนนี้ ได้กลายไปเป็นรถของคนอื่นเสียแล้ว
รถคันนี้ ผ่านทั้งช่วงเวลาดีๆ และช่วงเวลาที่ร้ายๆ มากับฉัน
มีความทรงจำดีๆ หลายอย่าง ทิ้งไว้ในรถคันนี้
ฉันซื้อรถคันเก่าในราคา 370,000 มาจากเจ้าของเดิม ประมาณเดือนพฤษภาคม 2547 ก่อนจะซื้อคันนี้สองสามเดือน ฉันประสบอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ รถพังยับเยิน และขาฉันก็เกือบพังเช่นกัน นี่เป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดฉันจึงเลือกซื้อรถที่มีเกียร์ออโต้ เนื่องจากหลังเวลาพักฟื้นอยู่บ้าน 2 เดือน ก็มีอันจะต้องขับรถไปทำงานแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนที่ได้รถมา ขายังเข้าเฝือกอยู่เลย ช่างน่าขันที่ทุลักทุเล พยายามยัดขาพร้อมเฝือกอันเบ้อเริ่มเข้าไปในรถ
รถคันนี้ แม่ดีใจมากที่ได้นั่ง เพราะนี่เป็นรถใหม่ที่สุดที่ฉันเคยขับ น่าเสียดายที่พ่อไม่มีโอกาสได้ร่วมชื่นชมกับเรา
รถคันนี้ พาแม่ไปโรงพยาบาล แทบนับครั้งไม่ถ้วน ไปทุกเดือนเพื่อพาแม่ไปพบหมอตามนัด ไปทุกเดือนเพื่อไปรับยาแทนแม่ บางครั้ง และมีบางครั้ง ที่ต้องพาแม่ออกจากบ้านกลางดึกเพื่อพาแม่ไปโรงพยาบาล มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่หายใจไม่ออก อาการแย่มาก แต่แม่ก็ช่างรอบคอบที่พกยาพ่นติดตัวมาด้วย แม่พ่นยาเองมาในรถ จนคุณหมอชมว่าคุณยายมีสติดีมากๆ ถ้าแม่ไม่พ่นยา จะอันตรายอย่างยิ่ง
เจ้าโซลูน่าคันนี้ พาฉันกับแม่มาโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัย แทบทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น
รถคันนี้ ทำให้ฉันได้มีโอกาสได้เดินทางไปเชียงรายกับคนที่ฉันรัก ช่างเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีค่ามากที่สุดทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า และคงเกิดขึ้นไม่บ่อย เขาเป็นใครบางคนที่เพียงแค่นึกถึง หรือกำลังจะเขียนถึง แล้วก็ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำตาซึม อันเนื่องมาจากอาการคิดถึงและอื่นๆ ทุกครั้ง
ความรักที่เกิดขึ้นห้ามกันไม่ได้ แต่ก็เฝ้าบอกตัวเองให้รู้จักรักอย่างพอเพียง แค่ได้มีโอกาสพบเจอกับความรู้สึกดีๆ และคนดีๆ แบบนี้ ก็เพียงพอแล้วกับชีวิตที่เหลืออยู่ แค่รัก ก็พอแล้ว...
รถคันนี้ ยังพาฉันโดดเรียนไปซื้อซีรียส์ที่แม่สายอีกรอบ ทริปนี้น่าขำมาก เพราในตอนแรกตั้งใจจะขับรถไปเรียนหนังสือตามปกติ แต่เปลียนเส้นทางไปเชียงรายซะงั้น ทำยังกับแม่สายอยู่แถวๆ แม่ริมนะ อิอิ
รถคันนี้ ไม่เคยงอแง ไม่เคยเสียกลางทาง พาฉันกลับบ้านโดยสวัสดิภาพทุกครั้ง มีอยู่ครั้งเดียว ที่แบตเตอรี่รถหมดก่อนสอบหนึ่งวัน อันเนื่องมาจากความไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรถของฉันเอง คราวนั้น ฉันกับเพื่อนนั่งติวหนังสือกันอยู่ริมถนนข้างฟุตบาทเพื่อรอผู้ช่วยเหลือ ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าเศร้าพิกล
เจ้าโซลูน่าคันนี้ จะได้อยู่กับฉันอีกไม่กี่วัน ใจหายไม่น้อย เมื่อคิดว่าเราจะไม่ได้เจอกันต่อไป ฉันหวังว่า เจ้าของใหม่ จะรักมัน ดีใจที่เขาบอกว่าเขาจะนำรถคันนี้ไปเข้าศูนย์โตโยต้าที่เดิม ดีใจ ที่เขาจะดูมันอย่างดีเหมือนที่เคยเป็น (หรือเปล่านะ)

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ภาษาเมืองขำๆ

ได้รับฟอร์เวิดส์เมล์ขำๆ ดังนี้
"ต้องยกนิ้ว ฮื้อ คนกึ๊ด ละก่อชมว่าหลวก หยั่งว่อก แปล ว่าฉลาดหลักแหลม

เกี่ยวกับสี
ดำคึลึ = คนอ้วนล่ำผิวดำ
ดำคุมมุม = ดำสลัวอยู่ในความมืด
ดำขิกติ้ก = ดำซุปเปอร์
ดำคิมมิม = คนผอมกระหร่องผิวดำ
ดำผึดำผึด = ดำมากๆทั่วๆไป
แดงเผ้อเหล้อ = แดงเป็นจุดใหญ่จุดเดียว
แดงปะหลึ้ง = แดงจัดมาก
แดงปะหลิ้ง = แดงอมชมพูแดงเป็นจุดเล็กๆ
เหลืองเอิ่มเสิ่ม = เหลืองอมส้ม
เขียวอุ้มฮุ่ม = เขียวแก่
มอยอ้อดฮ้อด = สีน้ำตาลหม่น
ขาวโจ๊ะโฟ้ะ = ขาวมากๆ
เปิดเจ้อะเห้อะ = สีขาวซีด
เส้าแก๊ก = สีหม่นหมองมาก
ลายขุ่ยหยุ่ย = ลายพร้อย หรือลายเป็นดอกดวง
ใสอ้อดหล้อด = สดใสแบบอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ใส่ยงยง = สว่างจ้า

เกี่ยวกับแสง-เสียง
มืดแถ้ก = มืดสนิท
มืดสะลุ้ม = มืดสลัวๆ
มืดซุ้มซิ้ม = มืดนิดๆ
แจ้งฮุมหุฮุมหู่ = สว่างลางๆเลือนๆ
แจ้งลึ้ง = สว่างโร่เห็นได้ชัด
ดั้กปิ้ง = เงียบกริบ
ดั้กปิ้งเย็นวอย = เงียบเชียบ
ดั้กแส้ป = ไม่ได้ข่าวคราว
ดั้กก๊กงก = นั่งนิ่ง

เกี่ยวกับกลิ่น-รส
เหม็นโอ่ = เหม็นเน่า
จ๋างแจ้ดแผ้ด = จืดชืด
ขมแก๊ก = ขมมาก
ส้มโจ๊ะโล๊ะ = รสเปรี้ยวมาก

เกี่ยวกับรูปร่าง-ลักษณะ
แหลวแหล้ะแหลวแล่น = แหลกไม่มีชิ้นดี
แหลวแฝ้ะแหลวแฟ่น = แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เปิดโต้โหล้ = เปิดโล่ง
แน่นแท้ก = หนาแน่น แข็งแรง
บางแต๊บแย้บ = บางเบามาก
ซื่อแซ้ด = ตรงเหมือนไม้บรรทัด
แข็งเกิ้กเดิ้ก = ลักษณะแข็งทื่อ
แข็งกึ่งดึ่ง = แข็งทื่อเหมือนศพ
สูงใบ้สูงง่าว = สูงมากจริงๆ
ต่ำแม้ดแก้ด = ลักษณะคนเตี้ยแกร็น
ต่ำป้อกหล้อก = เตี้ยหม้อต้อ
สั้นกิ้มดิ้ม = สั้นจุ๊ดจู่
ยาวโจ๊ะโละ = หน้ายาว
มนแกว๊ด = กลมดิก
ป้อมป้อกหล้อก = เตี้ยกลมเล็ก
ผอมแก้งแด้ง = ผอมขี้ก้างผอมแห้ง
หม้ดผี้หลี้ = สวยสดใส
งอก๊อกหง้อก = เปรียบเทียบกับคนหน้างอ
งอก่องด่อง = นอนขดตัว
ตอกบ๊ะบ๊ะ = ตอกหลายๆที
ฮูโจ้โหว้ = รูเบ้อเริ่ม
ฮูโจ้ดโหวด = รูใหญ่เห้นชัดเจน
ก๋วงโจ้โหว้ = รูกลวงใหญ่ลอดง่าย
อ้าก้าบงาบ = อ้ากว้าง
งามผี้หลี้ = คนที่เริ่มเป็นสาวและมีหน้าตาสวย
งามแต๊งามว่า = สวยจริงๆ
เก่าโคะโละ = เก่ามาก
เนียนแน้ก = รวดเร็ว
บานเผ้อเหล้อ = เบ่งบานเต็มที่
ก๊ดโก้งโหง้ง = ไม่ตรง
ก๊ดหง้อกก๊ดแหง้ก = คดไปคดมา
ยานเติบเต๋ย = ยืดยาด
ปุ๊สุ่นบุ่น = ผมฟูฟ่อง
เค่งติ้งติ้ง = การแน่น คัดเต้านม หรือ รัดตึง
สาวจิ๊ดริด = เริ่มโตเป็นสาว แม่สาวน้อย
ขำก๊ะงะ = ค้างคาอยู่
กว้างโล่งโก๊ะโล่งโก๋น = เปรียบเทียบความกว้างจนทะลุปรุโปร่ง

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ไปอ่านเว๊บบอร์ดใน http://larndham.net/index.php?showtopic=37005
เป็นกระทู้ที่ดีมากๆ ผู้เขียนในนั้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน มีประโยคหนึ่ง ที่โดนมากๆ ในเรื่องของการมีจิตใจใฝ่ธรรมะที่ตัวเราเองก็ใกล้เคียง

"แต่สำหรับดิฉัน ไม่ใช่ค่ะ....การใช้ธรรมะ รักษาใจ นั่นคือ คุณสามารถใช้ชีวิตทางโลกของคุณไปตามปกตินั่นแหละ....มีหน้าที่อะไรต้องรับผิดชอบ ต้องทำ คุณก็ทำไปคุณยังอยากสวย อยากงาม อยากสนุก อยากเป็นตัวของตัวเอง คุณก็ทำไป ไม่ได้มีข้อห้ามใดใด เพียงแค่คุณตั้งจิตอธิษฐาน ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ อยู่กับปัจจุบัน ด้วยการ คิดดี ทำดี มีสัมมาวาจา ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เกิดทุกข์ และการให้อภัย....ทั้งหมดก็คือส่วนหนึ่งของการอยู่ในศีลธรรม ดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ"

ขอขอบคุณผู้เขียนกระทู้นี้ ที่ได้ให้ข้อคิดดีๆ ในการเริ่มต้นชีวิตใหม่

บทความดีมากๆ

ไปเจอเว๊บไซต์ที่เป็นหนังสือชื่อ คิดจากความว่าง ที่ http://dungtrin.com/empty2/02.htm
อ่านแล้วใช่เลย รักษาโรคทางจิตที่เกิดจากความรักได้ดีเยี่ยม (แต่ก็ยังไม่หายนะ) จึงขออนุญาตผู้เขียน นำมาลงไว้ในบล็อกของข้าพเจ้าดังนี้

"อาการทางจิตของคนมีรัก"

อาการทางกายใดบ้างเป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? คำถามแบบนี้อาจชวนให้คุณสังเกตพฤติกรรมภายนอกของคนอื่น เช่นเห็นเขานั่งเหม่อลอยแม้ในเวลาสมควรตั้งใจมีสมาธิฟังครูสอนหรือฟังนายสั่ง
แต่เมื่อถามเจาะจงลงไปว่าเป็น ‘อาการทางจิต’ แบบไหนบ้าง เป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? อย่างนี้มีสิทธิ์ชวนให้นึกถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้มากขึ้น เพราะคุณไม่รู้วาระจิตผู้อื่น จึงไม่อาจทราบว่าโลกภายในของแต่ละคนที่มีรักเป็นอย่างไร ในขณะที่สำรวจเข้ามาทราบภาวะจิตใจและอารมณ์ของตนเองได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างเช่นถ้าคุณถูกบังคับให้ตอบว่ารักใครสักคนไหม หากต้องชั่งใจเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงเกินหนึ่งพริบตาเดียว แปลว่าดีกรีความรักที่คุณมีต่อคนๆหนึ่งยังต่ำอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาการทะยานทางจิตที่พุ่งเข้าไปยึดเหนี่ยวคนๆนั้นไม่แรงพอ หากแม้นว่าแรงพอแล้ว คุณจะตอบได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเอาอีโต้ฟันโชะเข้าที่หูคนถามทันที ว่ารักหรือไม่รัก
หากอ่านจิตเป็น คุณจะพบความวิจิตรพิสดารของความรักได้หลากหลายเหลือเชื่อ บางความรักทำให้จิตของคุณพุ่งแน่วไปที่คนๆหนึ่งด้วยความโลภอยากครอบครองกายใจของเขาไว้ในมือคุณคนเดียว อาการเล็งละโมบโลภมาก อยากเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากคนรัก ทั้งเวลา ทั้งของขวัญ ตลอดจนบริการรับใช้ครบวงจรจากเขา อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความพลุ่งพล่านร้อนรน รักแล้วกระวนกระวาย ทำความทรมานมากกว่าสบายใจ
อีกขั้วตรงข้ามของความรักข้างต้นจะทำให้คุณยอมโง่ ทุ่มกายถวายชีวิต ยอมเสียสละจนกลายเป็นอ่อนแอปวกเปียก เปิดโอกาสให้เขาใช้คุณเป็นไร่นาเพาะบาปเพาะเวร ปล่อยให้เขานิสัยเสียโดยไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความมืดบอด ยิ่งรักยิ่งทึบหนัก อาศัยความสุขเล็กๆน้อยๆเป็นกำลังใจให้ยอมจำนนไปเรื่อย
แต่บางความรักก็ทำให้จิตของคุณสงบเย็นลึกซึ้ง ปราศจากอาการเกาะเกี่ยวกระหวัดเข้าหาตัว มีแต่กระแสความปรารถนาดีแผ่ออกไป สุขใจแค่มีใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งของความรู้สึกด้านสว่าง รักได้ทั้งที่เป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง
คุณเกิดมาต้องผ่านประสบการณ์ทางจิตขณะมีรักมาแล้วหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วความรักทั้งหลายจะมีพื้นฐานคล้ายคลึงกันบางประการ คือมีแรงดึงดูดในด้านดี เสมือนระหว่างใจกับใจเป็นแม่เหล็กที่กระทำต่อกัน
ความรักฉันญาติมิตรทำให้จิตของคุณมีแรงดึงดูดอ่อนๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนความรักสีชมพูจะทำให้จิตของคุณเกิดแรงดึงดูดรุนแรง ให้ความรู้สึกวาบหวาม เหนี่ยวนำให้อยากแนบชิด แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมจะผลักไสให้เป็นอื่นอยู่ในส่วนลึก ขอเพียงเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกได้
พอโตมาคนเราจะอยากมีประสบการณ์ทางจิตแบบวาบหวามกันทั้งนั้น ความอยากดังกล่าวทำให้รู้สึกโหยหา จึงดูเหมือนธรรมชาติบังคับให้ทุกคนเกิดอุปาทานว่าตนเองเกิดมาแล้วต้องเสาะหารักแท้ให้เจอ
หากคุณเป็นนักล่าฝัน คุณสร้างความรักไว้ล่วงหน้า ชนิดที่ทำให้จิตเกิดอาการอ้อยอิ่ง เต็มไปด้วยภาพงดงามสูงส่งชวนหลงใหลทะยานอยาก ความรักล่วงหน้าของคุณอาจกลายเป็นปมปัญหาสำคัญ เมื่อพบว่าตัวตนที่มีเลือดเนื้อและกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนหาใช่อะไรที่หอมหวนดังฝันไม่
ในทางกลับกัน หากคุณฝันไม่เป็น เอาแต่เชื่อทฤษฎีประเภทมนุษย์แค่มีหน้าที่หลั่งน้ำกามใส่กัน จิตคุณย่อมมีอาการเย็นชา เพ่งเล็งแต่ในแง่ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากเพศตรงข้ามแปลกหน้า นั่นก็จะเป็นปมปัญหา เมื่อพบว่าจิตใจของใครๆและตัวคุณเองร้องหาความสุขอันละเอียดอ่อนยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางเพศมากนัก
ความผิดหวังและความสัมพันธ์ที่แตกพังซ้ำๆอาจทำให้หลายคนชาด้านมากขึ้นเรื่อยๆกับรักแท้ คนส่วนใหญ่ในโลกเหลือความหวังแค่ค้นหาใครสักคนที่พอไปด้วยกันได้ เอามาแก้เหงา เอามาสร้างครอบครัว เอามามีเซ็กซ์
โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนต้องการเสรีภาพ ไม่มีใครอยากเจอห่วงล่ามคอ ไม่มีใครอยากโดนผูกมัด แต่ขณะเดียวกันก็อยากกะเกณฑ์ให้คู่ของตนซื่อสัตย์ รายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว พูดง่ายๆคืออยากเป็นนาย ไม่อยากเป็นทาส และหนทางง่ายที่สุดที่คนเราจะได้ทาส ก็คือใช้อำนาจความรักและความเป็นกันเองแบบผัวเมียลากจูงมา
ความเคยชินและภาระหน้าที่ของการครองคู่จะทำให้อาการทางจิตซึ่งมีต่อกันแปรไปทีละน้อย แรงดึงดูดจะลดลง หรือกระทั่งคลายออกอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้แต่สายใยผูกพันในฐานะคนข้างเคียง
ทุกคนแสวงหาความรักอันหวานชื่นโดยไม่ทราบอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะรักษาไว้ได้ด้วยท่าไหน รู้แต่ว่าต้องหาให้ได้ รู้แต่ว่าต้องมีให้ได้
การจะมองให้เห็นหน้าตาความรัก บางทีอาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาการทางจิตแบบอื่นๆ เช่น
๑) ตรงข้ามกับคำว่ารักคือเกลียด เพราะความเกลียดทำให้อาการทางจิตเป็นไปในทางผลักไส เมื่อผลักไม่พ้นตัวก็คาอยู่ อึดอัดอยู่
๒) ใกล้กับคำว่ารักคือนิยม เพราะความนิยมปรุงแต่งให้จิตเกิดความสดใส คุณอาจรู้สึกถึงแรงดึงดูด แต่ก็ไม่ถึงขนาดวาบหวาม
๓) เสมอกับคำว่ารักคือชมชอบ เพราะความชมชอบมักแฝงอยู่ด้วยพลังพิศวาส หากมีปัจจัยแวดล้อมเร่งพลังพิศวาสได้มากพอ คุณก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาเขาหรือเธอมาอยู่ในชีวิตคุณ
๔) เหนือกว่าคำว่ารักคือเมตตา เพราะความเมตตาไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน เหมือนอาการทางใจของคนรดน้ำต้นไม้ ย่อมได้ความฉ่ำชื่นตอบแทนกลับมาในขณะนั้นๆอยู่แล้วโดยตัวเอง
ข้อสุดท้ายนี่แหละคือบทสรุปแห่งวิธีรักษาความรักไว้ให้ยั่งยืน เพราะเมตตาตัวเดียวจะทำงานครอบจักรวาล คือตัดรอนอาการเกลียด ลดความหวังในเชิงวาบหวาม และแทนที่เงามืดของความเห็นแก่ตัวลงได้
หากเมตตาของคุณมีชีวิตยืนยาวพอจะเบื่อความโกรธ เห็นว่าไม่รู้จะโกรธไปทำไม แม้คนเลวที่น่าระคายอย่างที่สุด ก็ไม่ควรค่าพอจะเก็บไว้เป็นทุกข์ทางใจเลย คนบัดซบที่สุดนั่นแหละ ที่คุณควรทิ้งไปจากใจก่อนเพื่อน และเปิดโอกาสให้เขารบกวนจิตใจคุณน้อยกว่าใครเพื่อน
เมตตาจัดเป็นธรรมใกล้พ้นโลก ยกตัวอย่างเช่นความรู้สึกแบบโลกๆจะทำให้คุณอยากเอาชนะ ขณะอยากเอาชนะจะไม่มีเมตตา เมื่อคุณเลือกที่จะอยู่ข้างเมตตาย่อมไม่อยากเอาชนะ ลงเอยคือเท้าของคุณย่อมใกล้ข้ามเส้นแห่งความทุกข์และภัยเวรในโลกไปได้
เมื่อเมตตาเป็น วันหนึ่งคุณอาจขยับขึ้นไปเข้าถึงสัจธรรมที่ว่าความไม่มีตัวตนให้เห็นแก่ตัวเลยนั่นแหละ เป็นอันเดียวกับการเข้าถึงความรักขั้นสูงสุด
ก้าวแรกของเมตตา อาจมาจากการคิดถึงความจริงง่ายๆเช่น ‘ให้จริงแล้วใจเบา’ สังเกตความจริงผ่านการกระทำจริงเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งใจคุณมีแต่เบาแบบไม่กลับหนักด้วยฤทธิ์ความเอาแต่ได้เลย นั่นแหละครับคุณยืนอยู่ข้างชนกลุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยอาการทางจิตอันเป็นสุขแล้ว

รูปถ่ายในวันที่เหงาหงอย
























































ถ่ายไปงั้น ประชดชีวิต มุมกล้องช่วยได้มาก

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดูจิต รู้สติ

ได้สิ่งดีๆ มาจาก http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=7894&PN=1
"จิตเกิดให้ดับ ความคิดจรให้ตามดู สติรู้ตัวให้ต่อเนื่อง ทำความเข้าใจกับจิต สติ ความคิด ความคิดลงมาปรุงแต่งจิตได้อย่างไร จิตปรุงความคิดได้อย่างไร เราหลงอะไร เราติดอะไร ตามดูตั้งแต่มันเริ่มก่อตัว"
"เราตามจิตอยู่ เพราะเรากำลังทำความเข้าใจ ว่าจิตเราแต่ละวันแต่ละวันมันหลงอะไรบ้าง
จิตที่ปกติ จิตที่ว่างเป้นอย่างไร จิตที่นิ่งรับรู้เป็นอย่างไร จิตเข้าไปหลงเป็นอย่างไร
ความคิดต่างๆ เข้ามาปรุงแต่งจิตอย่างไร จิตเกิดความทุกข์ ได้อย่างไร
การข่มการดับเป็นไร ....

เมื่อตามทำความเข้าใจบ่อยๆ ก็จะเข้าใจว่า
จิตว่างเป็นอย่างนี้ จิตนิ่งเป็นอย่างนี้ จิตที่เข้าไปหลงเป็นแบบนี้
จิตที่ดีดออกจากสิ่งที่เข้าไปหลงเป็นอย่างนี้
ความทุกข์เกิดเพราะอย่างนี้

เมื่อเข้าใจแล้วเราก้จะรู้เองว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง