ไปเจอเว๊บไซต์ที่เป็นหนังสือชื่อ คิดจากความว่าง ที่ http://dungtrin.com/empty2/02.htm
อ่านแล้วใช่เลย รักษาโรคทางจิตที่เกิดจากความรักได้ดีเยี่ยม (แต่ก็ยังไม่หายนะ) จึงขออนุญาตผู้เขียน นำมาลงไว้ในบล็อกของข้าพเจ้าดังนี้
"อาการทางจิตของคนมีรัก"
อาการทางกายใดบ้างเป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? คำถามแบบนี้อาจชวนให้คุณสังเกตพฤติกรรมภายนอกของคนอื่น เช่นเห็นเขานั่งเหม่อลอยแม้ในเวลาสมควรตั้งใจมีสมาธิฟังครูสอนหรือฟังนายสั่ง
แต่เมื่อถามเจาะจงลงไปว่าเป็น ‘อาการทางจิต’ แบบไหนบ้าง เป็นสัญญาณว่ากำลังมีรัก? อย่างนี้มีสิทธิ์ชวนให้นึกถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองได้มากขึ้น เพราะคุณไม่รู้วาระจิตผู้อื่น จึงไม่อาจทราบว่าโลกภายในของแต่ละคนที่มีรักเป็นอย่างไร ในขณะที่สำรวจเข้ามาทราบภาวะจิตใจและอารมณ์ของตนเองได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างเช่นถ้าคุณถูกบังคับให้ตอบว่ารักใครสักคนไหม หากต้องชั่งใจเพื่อหาคำตอบที่แท้จริงเกินหนึ่งพริบตาเดียว แปลว่าดีกรีความรักที่คุณมีต่อคนๆหนึ่งยังต่ำอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อาการทะยานทางจิตที่พุ่งเข้าไปยึดเหนี่ยวคนๆนั้นไม่แรงพอ หากแม้นว่าแรงพอแล้ว คุณจะตอบได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนเอาอีโต้ฟันโชะเข้าที่หูคนถามทันที ว่ารักหรือไม่รัก
หากอ่านจิตเป็น คุณจะพบความวิจิตรพิสดารของความรักได้หลากหลายเหลือเชื่อ บางความรักทำให้จิตของคุณพุ่งแน่วไปที่คนๆหนึ่งด้วยความโลภอยากครอบครองกายใจของเขาไว้ในมือคุณคนเดียว อาการเล็งละโมบโลภมาก อยากเอาทุกสิ่งทุกอย่างมาจากคนรัก ทั้งเวลา ทั้งของขวัญ ตลอดจนบริการรับใช้ครบวงจรจากเขา อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความพลุ่งพล่านร้อนรน รักแล้วกระวนกระวาย ทำความทรมานมากกว่าสบายใจ
อีกขั้วตรงข้ามของความรักข้างต้นจะทำให้คุณยอมโง่ ทุ่มกายถวายชีวิต ยอมเสียสละจนกลายเป็นอ่อนแอปวกเปียก เปิดโอกาสให้เขาใช้คุณเป็นไร่นาเพาะบาปเพาะเวร ปล่อยให้เขานิสัยเสียโดยไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น อาการทางจิตชนิดนี้มาพร้อมกับความมืดบอด ยิ่งรักยิ่งทึบหนัก อาศัยความสุขเล็กๆน้อยๆเป็นกำลังใจให้ยอมจำนนไปเรื่อย
แต่บางความรักก็ทำให้จิตของคุณสงบเย็นลึกซึ้ง ปราศจากอาการเกาะเกี่ยวกระหวัดเข้าหาตัว มีแต่กระแสความปรารถนาดีแผ่ออกไป สุขใจแค่มีใครคนหนึ่งเป็นที่ตั้งของความรู้สึกด้านสว่าง รักได้ทั้งที่เป็นอิสระต่อกันอย่างสิ้นเชิง
คุณเกิดมาต้องผ่านประสบการณ์ทางจิตขณะมีรักมาแล้วหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วความรักทั้งหลายจะมีพื้นฐานคล้ายคลึงกันบางประการ คือมีแรงดึงดูดในด้านดี เสมือนระหว่างใจกับใจเป็นแม่เหล็กที่กระทำต่อกัน
ความรักฉันญาติมิตรทำให้จิตของคุณมีแรงดึงดูดอ่อนๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง ส่วนความรักสีชมพูจะทำให้จิตของคุณเกิดแรงดึงดูดรุนแรง ให้ความรู้สึกวาบหวาม เหนี่ยวนำให้อยากแนบชิด แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมจะผลักไสให้เป็นอื่นอยู่ในส่วนลึก ขอเพียงเกิดความแปรปรวนทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยก็จะรู้สึกได้
พอโตมาคนเราจะอยากมีประสบการณ์ทางจิตแบบวาบหวามกันทั้งนั้น ความอยากดังกล่าวทำให้รู้สึกโหยหา จึงดูเหมือนธรรมชาติบังคับให้ทุกคนเกิดอุปาทานว่าตนเองเกิดมาแล้วต้องเสาะหารักแท้ให้เจอ
หากคุณเป็นนักล่าฝัน คุณสร้างความรักไว้ล่วงหน้า ชนิดที่ทำให้จิตเกิดอาการอ้อยอิ่ง เต็มไปด้วยภาพงดงามสูงส่งชวนหลงใหลทะยานอยาก ความรักล่วงหน้าของคุณอาจกลายเป็นปมปัญหาสำคัญ เมื่อพบว่าตัวตนที่มีเลือดเนื้อและกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนหาใช่อะไรที่หอมหวนดังฝันไม่
ในทางกลับกัน หากคุณฝันไม่เป็น เอาแต่เชื่อทฤษฎีประเภทมนุษย์แค่มีหน้าที่หลั่งน้ำกามใส่กัน จิตคุณย่อมมีอาการเย็นชา เพ่งเล็งแต่ในแง่ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากเพศตรงข้ามแปลกหน้า นั่นก็จะเป็นปมปัญหา เมื่อพบว่าจิตใจของใครๆและตัวคุณเองร้องหาความสุขอันละเอียดอ่อนยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางเพศมากนัก
ความผิดหวังและความสัมพันธ์ที่แตกพังซ้ำๆอาจทำให้หลายคนชาด้านมากขึ้นเรื่อยๆกับรักแท้ คนส่วนใหญ่ในโลกเหลือความหวังแค่ค้นหาใครสักคนที่พอไปด้วยกันได้ เอามาแก้เหงา เอามาสร้างครอบครัว เอามามีเซ็กซ์
โดยธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนต้องการเสรีภาพ ไม่มีใครอยากเจอห่วงล่ามคอ ไม่มีใครอยากโดนผูกมัด แต่ขณะเดียวกันก็อยากกะเกณฑ์ให้คู่ของตนซื่อสัตย์ รายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว พูดง่ายๆคืออยากเป็นนาย ไม่อยากเป็นทาส และหนทางง่ายที่สุดที่คนเราจะได้ทาส ก็คือใช้อำนาจความรักและความเป็นกันเองแบบผัวเมียลากจูงมา
ความเคยชินและภาระหน้าที่ของการครองคู่จะทำให้อาการทางจิตซึ่งมีต่อกันแปรไปทีละน้อย แรงดึงดูดจะลดลง หรือกระทั่งคลายออกอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้แต่สายใยผูกพันในฐานะคนข้างเคียง
ทุกคนแสวงหาความรักอันหวานชื่นโดยไม่ทราบอย่างแท้จริงว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะรักษาไว้ได้ด้วยท่าไหน รู้แต่ว่าต้องหาให้ได้ รู้แต่ว่าต้องมีให้ได้
การจะมองให้เห็นหน้าตาความรัก บางทีอาจต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับอาการทางจิตแบบอื่นๆ เช่น
๑) ตรงข้ามกับคำว่ารักคือเกลียด เพราะความเกลียดทำให้อาการทางจิตเป็นไปในทางผลักไส เมื่อผลักไม่พ้นตัวก็คาอยู่ อึดอัดอยู่
๒) ใกล้กับคำว่ารักคือนิยม เพราะความนิยมปรุงแต่งให้จิตเกิดความสดใส คุณอาจรู้สึกถึงแรงดึงดูด แต่ก็ไม่ถึงขนาดวาบหวาม
๓) เสมอกับคำว่ารักคือชมชอบ เพราะความชมชอบมักแฝงอยู่ด้วยพลังพิศวาส หากมีปัจจัยแวดล้อมเร่งพลังพิศวาสได้มากพอ คุณก็ทำได้ทุกอย่างเพื่อเอาเขาหรือเธอมาอยู่ในชีวิตคุณ
๔) เหนือกว่าคำว่ารักคือเมตตา เพราะความเมตตาไม่ได้ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน เหมือนอาการทางใจของคนรดน้ำต้นไม้ ย่อมได้ความฉ่ำชื่นตอบแทนกลับมาในขณะนั้นๆอยู่แล้วโดยตัวเอง
ข้อสุดท้ายนี่แหละคือบทสรุปแห่งวิธีรักษาความรักไว้ให้ยั่งยืน เพราะเมตตาตัวเดียวจะทำงานครอบจักรวาล คือตัดรอนอาการเกลียด ลดความหวังในเชิงวาบหวาม และแทนที่เงามืดของความเห็นแก่ตัวลงได้
หากเมตตาของคุณมีชีวิตยืนยาวพอจะเบื่อความโกรธ เห็นว่าไม่รู้จะโกรธไปทำไม แม้คนเลวที่น่าระคายอย่างที่สุด ก็ไม่ควรค่าพอจะเก็บไว้เป็นทุกข์ทางใจเลย คนบัดซบที่สุดนั่นแหละ ที่คุณควรทิ้งไปจากใจก่อนเพื่อน และเปิดโอกาสให้เขารบกวนจิตใจคุณน้อยกว่าใครเพื่อน
เมตตาจัดเป็นธรรมใกล้พ้นโลก ยกตัวอย่างเช่นความรู้สึกแบบโลกๆจะทำให้คุณอยากเอาชนะ ขณะอยากเอาชนะจะไม่มีเมตตา เมื่อคุณเลือกที่จะอยู่ข้างเมตตาย่อมไม่อยากเอาชนะ ลงเอยคือเท้าของคุณย่อมใกล้ข้ามเส้นแห่งความทุกข์และภัยเวรในโลกไปได้
เมื่อเมตตาเป็น วันหนึ่งคุณอาจขยับขึ้นไปเข้าถึงสัจธรรมที่ว่าความไม่มีตัวตนให้เห็นแก่ตัวเลยนั่นแหละ เป็นอันเดียวกับการเข้าถึงความรักขั้นสูงสุด
ก้าวแรกของเมตตา อาจมาจากการคิดถึงความจริงง่ายๆเช่น ‘ให้จริงแล้วใจเบา’ สังเกตความจริงผ่านการกระทำจริงเรื่อยๆ กระทั่งวันหนึ่งใจคุณมีแต่เบาแบบไม่กลับหนักด้วยฤทธิ์ความเอาแต่ได้เลย นั่นแหละครับคุณยืนอยู่ข้างชนกลุ่มน้อยที่เต็มไปด้วยอาการทางจิตอันเป็นสุขแล้ว
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552
ดูจิต รู้สติ
ได้สิ่งดีๆ มาจาก http://www.managerroom.com/forums/forum_posts.asp?TID=7894&PN=1
"จิตเกิดให้ดับ ความคิดจรให้ตามดู สติรู้ตัวให้ต่อเนื่อง ทำความเข้าใจกับจิต สติ ความคิด ความคิดลงมาปรุงแต่งจิตได้อย่างไร จิตปรุงความคิดได้อย่างไร เราหลงอะไร เราติดอะไร ตามดูตั้งแต่มันเริ่มก่อตัว"
"เราตามจิตอยู่ เพราะเรากำลังทำความเข้าใจ ว่าจิตเราแต่ละวันแต่ละวันมันหลงอะไรบ้าง
จิตที่ปกติ จิตที่ว่างเป้นอย่างไร จิตที่นิ่งรับรู้เป็นอย่างไร จิตเข้าไปหลงเป็นอย่างไร
ความคิดต่างๆ เข้ามาปรุงแต่งจิตอย่างไร จิตเกิดความทุกข์ ได้อย่างไร
การข่มการดับเป็นไร ....
เมื่อตามทำความเข้าใจบ่อยๆ ก็จะเข้าใจว่า
จิตว่างเป็นอย่างนี้ จิตนิ่งเป็นอย่างนี้ จิตที่เข้าไปหลงเป็นแบบนี้
จิตที่ดีดออกจากสิ่งที่เข้าไปหลงเป็นอย่างนี้
ความทุกข์เกิดเพราะอย่างนี้
เมื่อเข้าใจแล้วเราก้จะรู้เองว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง
"จิตเกิดให้ดับ ความคิดจรให้ตามดู สติรู้ตัวให้ต่อเนื่อง ทำความเข้าใจกับจิต สติ ความคิด ความคิดลงมาปรุงแต่งจิตได้อย่างไร จิตปรุงความคิดได้อย่างไร เราหลงอะไร เราติดอะไร ตามดูตั้งแต่มันเริ่มก่อตัว"
"เราตามจิตอยู่ เพราะเรากำลังทำความเข้าใจ ว่าจิตเราแต่ละวันแต่ละวันมันหลงอะไรบ้าง
จิตที่ปกติ จิตที่ว่างเป้นอย่างไร จิตที่นิ่งรับรู้เป็นอย่างไร จิตเข้าไปหลงเป็นอย่างไร
ความคิดต่างๆ เข้ามาปรุงแต่งจิตอย่างไร จิตเกิดความทุกข์ ได้อย่างไร
การข่มการดับเป็นไร ....
เมื่อตามทำความเข้าใจบ่อยๆ ก็จะเข้าใจว่า
จิตว่างเป็นอย่างนี้ จิตนิ่งเป็นอย่างนี้ จิตที่เข้าไปหลงเป็นแบบนี้
จิตที่ดีดออกจากสิ่งที่เข้าไปหลงเป็นอย่างนี้
ความทุกข์เกิดเพราะอย่างนี้
เมื่อเข้าใจแล้วเราก้จะรู้เองว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
อย่าให้รัก เป็นตัวกำหนดชีวิตเรา
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ซึม เศร้า เหงา เครียด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










